(วันที่ 20 ตุลาคม 2567 เวลาประมาณ 18.40 น.) กล่าวคือ โดยการสั่งการและนโยบายของผู้บังคับบัญชา ให้ออกกวดขันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ตลอดจนจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดกฎหมายอาญา ในเขตพื้นที่ จว.ลพบุรี เจ้าพนักงานชุดจับกุม ได้รับแจ้งจาก สายลับขอปิดนาม (ประสงค์เงินรางวัลนำจับ) ว่านางสาวปาริษา สังเกตุกิจ ซึ่งมีหมายจับ ได้เดินทางมากับขบวนรถไฟ เที่ยวล่องขบวนที่ 102 โดยจะถึงสถานีรถไฟลพบุรีประมาณ เวลา 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุดจับกุม จึงออกตรวจในพื้นที่รับผิดชอบและเฝ้าสังเกตการณ์ บริเวณสถานีรถไฟลพบุรี ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุดจับกุม พบ หญิงไทยไม่ทราบชื่อ ซึ่งมีรูปร่างลักษณะตรงตามกับที่ได้รับแจ้งไว้ บริเวณทางเดิน ภายในสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแสดงตัว เพื่อตรวจสอบ จากการตรวจสอบบุคคลดังกล่าว ทราบชื่อ นางสาวปาริษา สังเกตุกิจ อายุ 19 ปี ซึ่งตรงกันกับหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดง หมายจับศาลจังหวัดแพร่ ที่ จ 345/2566 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2566 โดยกล่าวหาว่า “ ฉ้อโกงและโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยไม่ได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด” ให้นางสาวปาริษาฯ ดูและตรวจสอบ จากการสอบถาม นางสาวปาริษาฯ รับว่าตนเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง และยังไม่เคยถูกดำเนินคดี ตามหมายจับนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงควบคุมตัวผู้ถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ให้ผู้ถูกจับทราบและเข้าใจดีแล้วซึ่งผู้ถูกจับ รับทราบข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับข้างต้นแล้วให้การ รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และได้แจ้งให้ นางจำเนียร จวงจันทร์ เกี่ยวข้องเป็นมารดา 063-8764706 ให้ทราบถึงการจับกุมในครั้งนี้ หลังจากนั้นจึงได้นำตัวผู้ถูกจับ ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองแพร่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จับกุม ตามหมายจับ : ส.ทล.3 กก.1 บก.ทล.(ลพบุรี)